เรื่องย่อหนัง

โดยริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ เป็นดรามาสมมุติ ที่ใช้ดารากรุ๊ปเดิมตลอดตอนช่วงเวลา 12 ปี ได้นำผู้ชมร่วมการเดินทางที่ไม่เหมือนใคร ที่ทั้งยังยิ่งใหญ่แต่ว่าก็ลึกซึ้ง ผ่านความสดใสของวัยเด็ก ความเคลื่อนไหวของครอบครัวยุคใหม่รวมทั้งการไหลเวียนของเวลา ภาพยนตร์ประเด็นนี้ติดตาม เมสัน (เอลลาร์ วัวลเทรน) เด็กผู้ชายวัย 6 ขวบ ในตอนหนึ่งทศวรรษที่มีความกลับอย่างเร็วที่สุดในช่วงชีวิตของพวกเรา ผ่านทางวังวนที่พวกเราเคยชินกันดีของการย้ายบ้านของครอบครัว เรื่องทะเลาะวิวาทในครอบครัว ชีวิตการครองเรือนที่พินาศ การสมรสใหม่ สถานศึกษาใหม่ รักแรกพบ อกหัก ช่วงเวลาที่ดีช่วงน่าสยองและก็เรื่องราวที่ผสมระหว่างหัวใจสลายแล้วก็ความพิศวงที่เกิดขึ้นเรื่อยแต่ว่าคำตอบที่ออกมาก็คาดการณ์มิได้ ขณะที่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งร้อยเรียงต่อเป็นอีกช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ผสมผสานจนกลมกลืนเปลี่ยนเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของสถานะการณ์ที่กล่อมเกลาพวกเราในช่วงเวลาที่พวกเราโตขึ้น และก็ธรรมชาติชีวิตพวกเราที่เปลี่ยนอยู่เสมอเวลา ตอนที่เรื่องราวเริ่มขึ้น เมสัน เด็กผู้ชายช่างฝัน ที่ประจันหน้ากับความโกลาหล โอลิเวีย(แพทริเซีย อาร์เควทท์) แม่ผู้เลี้ยงเขามาผู้เดียวอย่างยากลำบาก ตกลงใจพาเขาแล้วก็ซาแมนธา (ลอเรไล ลิงค์เลเตอร์) พี่สาวของเขาย้ายไปองค์การอนามัยโลกสตัน ขณะที่เมสัน ซีเนียร์ (อีธาน ฮอว์ค) บิดาผู้ห่างหายไปนานของพวกเขากลับจากอลาสก้ามาสู่ชีวิตของพวกเขาอีกรอบ นั่นเองเป็นจุดเริ่มแรกกระแสการดำเนินของชีวิตที่ไม่หยุดยั้ง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคลื่นถั่งโถมของบิดามารดา ต้นตระกูล เด็กสาว คุณครู หัวหน้า อันตราย ความจำนง แรงประดิษฐ์ เมสันก็เริ่มจะเดินไปบนทางของตน จากไอเดียเล็กๆของริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ สำหรับเพื่อการสร้างหนังเกี่ยวกับวัยเด็ก มาสู่ประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของแวดวงภาพยนตร์ที่นำดาราหนังชุดเดียวกันมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเดียว โดยใช้เวลาถ่ายทำถึง 12 ปี เพื่อการตำหนิดตามการเจริญเติบโตของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง Boyhood จะก่อให้คุณได้สัมผัสความสบาย ระทด และก็ซึ้ง ตลอดความยาวของภาพยนตร์เกือบจะ 3 ชั่วโมง แล้วก็ยังได้คิดถึงประสบการณ์เก่าๆไปกับวิวัฒนาการของสังคมแล้วก็วัฒนธรรม การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แล้วก็พัฒนาการของเทคโนโลยี ในรูปภาพยนตร์ประเด็นนี้อีกด้วย ระบุฉายในประเทศไทย 4 ก.ย. นี้

วิภาควิจารณ์ หนัง

Boyhood

Richard Linklater

   

     สิ่งที่สวยสดงดงามที่สุดในหนังหัวข้อนี้เป็นความธรรมดาของเรื่องราวที่มีพล็อตเพียงแค่บางเบา แล้วให้ 'เวลา' เป็นตัวขับการเปลี่ยนผ่านฉายภาพบันทึกเหตุการณ์เด็กผู้ชายที่เบาๆเติบโตเป็นเด็กวัยหนุ่มกับครอบครัวเล็กๆแม่ พี่สาว และก็บิดาผู้ไกลห่าง ครอบครัวที่สถานภาพตะลอนไปตามข้อตกลงต่างๆการเดินทางของเหล่านักแสดงที่ไต่ระยะไปพร้อมเส้นในขณะที่หนังประณีตบรรจงกับมันอย่างยิ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่คนอีกหลายๆคนซึมได้ไม่มากมายก็น้อยจากหนังหัวข้อนี้

     ความพิเศษของหนังประเด็นนี้มีมาตั้งแต่เบื้องหน้าเบื้องหลังของหนังเองที่มีไอเดียทะยานอยากด้วยการใช้ผู้แสดงหน้าเก่าตลอดเวลา 12 ปีที่เกิดขึ้นจริงในหนัง และก็นี่เป็นสิ่งที่ผู้กำกับจับเอาความพิเศษที่ตรงนี้มาใช้ได้อย่างมีคุณค่ามากมาย พวกเราจะได้มองเห็นความเคลื่อนไหวของนักแสดงที่เติบโตขึ้นหรือโรยราลงไป 12 ปีได้อย่างประณีต เด็กๆที่เบาๆเติบโตอีกทั้งด้านกายภาพ แล้วก็วุฒิภาวะ เหมือนกันกับผู้แสดงคนแก่ที่พวกเราได้มองเห็นพวกเขาแก่เฒ่าลงไป โดยที่หนังไม่กำหนดวันเวลาของเปลี่ยนแปลงผ่านให้เห็นได้ชัดๆทำให้ความเคลื่อนไหวของนักแสดงพวกนี้ช่างกลมกลืนราบรื่นเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกันกับพวกเขาเป็นคนใกล้ตัวเราที่ผ่านการเปลี่ยนช่วงก้อนใหญ่ไปร่วมกันอย่างช้านาน ผลเป็นความสัมพันธ์ที่สวยงามของพวกเรากับผู้แสดงพวกนั้น

     นอกนั้นหนังยังเต็มไปด้วย "แลนด์มาร์คทางความจำ" บันทึกเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมตลอดเวลา 12 ปีของการถ่ายทำ ตั้งแต่ความเจริญของเครื่องวีดีโอเกมส์ของเด็กชาย การเกิดเด็กๆแห่ต่อคิวซื้อหนังสือแฮรปรี่ เพียงพอตเตอร์ อัลบั้มเพลง การเลือกตั้ง น่าะเป็นนอสตัลเจียที่ดีสำหรับคนรุ่นที่มีความจำร่วมยุคกับเหล่านักแสดงอยู่ไม่น้อย โดยยิ่งไปกว่านั้นวัยรุ่นอเมริกัน กลุ่มนี้ล้วนช่วยเติมเต็มความเป็น Boyhood ของหนังให้สนิทสนมกับผู้ชมมากขึ้นเรื่อยๆ และก็รับรองถึงความเป็นหนังบันทึกตอนที่ช้านานที่สุดเรื่องหนึ่งในตัวของมันเอง

     ถ้าเกิดจะเปรียบเทียบกับหนังทั่วๆไป สำหรับ Boyhood ความเป็นภาพยนตร์ในด้านของเคล็ดวิธี พล็อต ลายเซ็นผู้กำกับ หรือเคล็ดลับภาพยนตร์ต่างๆนานา ถูกแอบซ่อนไว้เบื้องหน้าเบื้องหลังเพียงแค่นั้น เนื่องจากว่าหนังพรีเซนเทชั่นภาพชีวิตรวมทั้งขณะเป็นตัวเคลื่อนหนัง โครงหน้า รูปร่าง ความนึกคิด ทัศนคติ ไปจนกระทั่งสถานภาพที่แปรไปของนักแสดง มีส่วนสำหรับในการเล่าสูงมากมาย การปรุงแต่งด้านเทคนิคภาพยนตร์เพียงแค่เล็กๆน้อยๆเป็นเอาท์ไลน์กว้างๆทำให้หนังฉายภาพชีวิตให้พวกเราสัมผัสได้อย่างกับผู้แสดงพวกนั้นมีชีวิตจริงๆ 

     ตอนท้ายแล้ว Boyhood บางทีก็อาจจะมิได้อยู่ในฐานะของหนังเล่าที่ผู้ชมทั่วๆไปคุ้ยเคย ในแบบที่มีคอนฟลิกบีบคั้น จุดไคล์แมกซ์กระตุ้นอารมณ์ หรือผลสรุปที่เด็ดขาดรวบยอด แม้กระนั้นถ้าหากทดลองเปิดใจแล้วก็ดูดซึมหนังในแบบที่มันเป็นแล้วก็อุตสาหะจะถ่ายทอด มั่นใจว่าจะสัมผัสความงามของหนังที่ประณีตที่สุดเรื่องหนึ่งที่ปีนี้ได้ง่ายๆนัก รวมทั้งอิ่มเอมหัวใจได้ไม่แพ้กัน